Job

เหตุเกิดในที่ประชุม
ทางบริษัทมีนโยบายว่า
หากมีการลาออกของพนักงาน จะไม่มีการจ้างคนเพิ่ม และ บลาๆๆๆ
ฟังได้แค่ท่อนแรกก็อึ้งแล้ว เหตุผลไม่ใช่เพราะเรื่องเงินแน่นอน

นั่นหมายความว่า ถ้าตอนนี้มีคน 10 คน ลาออกไปคน งานก็จะเพิ่มขึ้น
ถ้าเหลือห้าคน งานเพิ่มเป็นสองเท่า
เหลือ 3 คนเพิ่มเป็นสามเท่า

คิดได้ไงหว่าเนี่ย...เดิมที อัตราการจ้างงานของที่นี่ก็ต่ำอยู่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ต้องการพนักงานที่เก่งมีความสามารถ แต่นโยบายเงินเดือนแบบนี้ จะไปมีคนเก่งที่ไหนมาสมัคร?

แ่ค่ตอนนี้ ที่มีคนลาออกที คนเดิมก็รับงานต่อแทบอ้วกกันอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีนโยบายแบบนี้อีก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเบื้องบนท่านคิดอะไร?

ถ้ามีคนลาออกอีกซักสองสามคน คงสนุกดีพิลึก

เริ่มประเดิมคนแรกซะเลยดีไหมนะ หึๆ

อย่างที่รู้ ๆ กันก่อนหน้านี้ผมมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องาน เรื่องเงินเดือน จะเป็นเรื่องหลัก
แล้วโอกาสอันน่าสนุกสนานก็เข้ามาถึง ผมได้รับมอบหมายงานชิ้นใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งผมกำลังสนใจเทคนิคที่จะนำมาใช้ในโปรเจคตัวนั้นพอดี ซึ่งเสมือนว่าผมถูกวางตัวให้เป็นคนคุมงานในส่วนนี้

เสมือนคือไม่จริง

ในทีมมี 3 คน ผมมีประสบการณ์เยอะสุด ก็คิดว่าคงจะได้เป็นคนดูแลงานนี้
แต่ก็ไม่เป็นแบบนั้น วันแรกที่ประชุม ปึ้ง!! screen มาหมด class ที่ใช้ design เสร็จเรียบร้อย
มีเทคนิคที่ผมสนใจแหละที่ผมได้เอามาทำเอง แต่นอกนั้น...เขาเอาไปทำกันหมด

มีบางจุดที่ผมเห็นว่าน่าจะเพิ่มเติมลงไป
คำตอบที่ได้รับจากน้องเขาคือ "ต่อไปจะทำ ตอนนี้เอาให้มันแสดงได้ก่อน"
แล้วถ้ามันต้องแก้ยกใหญ่ล่ะ....

งานชิ้นนั้น ผ่านมาแล้ว 5 สัปดาห์จากที่วางไว้ประมาณสี่เดือน
แต่ส่วนที่เหลือมันไม่น่าสนใจสำหรับผมอีกแล้ว มันคือการพัฒนาเว็บตัวหนึ่งเท่านั้น

ถ้างานในส่วนผมเสร็จก่อน หน้าที่ ๆ ได้รับคือให้ไปช่วยส่วนอื่น

แล้วขอโทษ class ที่ design มาเนี่ย ไม่ Object แม้แต่น้อย ตัวแปรที่ประกาศมาผมไม่เก็ทแม้แต่น้อยว่าสุดท้ายใช้ทำอะไร ชื่อ method ก็ทำนองว่า
addHashtable(Hashtable)

แล้วจะรู้ไหมว่าข้างในมันอะไรฟระ = =' รู้แต่เป็นสิ่งที่อยู่ใน Hash
คู่กันไป อีกอัน setVector()
ในคลาสเดียวกัน...แล้วมันต่างกันตรงไหน?

โอเค ไม่ว่ากันถ้าเกิดจะให้ผมเป็นคนช่วยงาน ไม่ใช่คนคุม
แต่บางจุดที่ผมเห็นว่า เอ๊ะ ทำอีกแบบดีกว่า แต่น้องเขาก็ไม่เห็นด้วย แล้วก็จะตามมาด้วยเหตุผลเขา
โอเค...เหตุผลถูก แต่ถ้ามีการขยายงานล่ะ? มันจะลองรับรึ? ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวต้องแก้ใหม่อีก
ภาวนาให้แก้ แล้วจะไม่แก้ค่อยดู...ไปแก้เองไป๊!!

บางทีผมอาจจะคาดหวังมากเกินไปสำหรับงานนี้ก็ได้ - - เพราะถ้าเทียบกันแล้วน้องเขามีประสบการณ์ด้านเว็บมากกว่าน่ะนะ

อีกเรื่องสด ๆ ร้อน ๆ
ให้ผมทำงานชิ่นนึง เป็นโครงสร้างของ directory ว่าจะมีการเก็บไฟล์ลักษณะแบบไหน? ให้ผมออกแบบ?
ไม่ว่า มาคุยกัน แต่ไม่พอใจนิด ๆ จะทำอะไรก็ทำไปสิ เพราะส่วนของผม path มันจะเป็นไงก็ช่าง คนที่รู้ระบบดีน่าจะเป็นคนออกแบบ
คุยกันเสร็จ ให้ผมสรุปว่าจะเป็นแบบไหน....ทำเป็นเอกสารเอาไปให้เขาด้วย...

ตกลงเป็นลูกน้องใช่ไหมวะเนี่ย!!!!!

เรื่องอื่นไว้ยกไปที่ Chapter 7 :)

เมื่อวานผมได้มีรับโอกาสจากคน ๆ หนึ่งให้ไปสัมภาษณ์งานครับ
ได้ยินชื่อบริษัทก็รู้สึกคุ้น ๆ ว่าเคยได้ยินเรื่องของอนาคตของผลิตภัณฑ์ที่บริษัทนี้กำลังจะทำอยู่
เข้าไปเกือบสาย เพราะหาทางขึ้นลิฟท์ไม่ได้ ^ ^;
เข้าปุ๊ป ก็เหมือนเดิมครับ กรอกใบสมัคร ทำข้อสอบภาษาอังกฤษ
ก่อนหน้านี้ผมเคยไปสมัครบริษัทที่เป็น outsource แห่งหนึ่ง ก็มีข้อสอบภาษาัอังกฤษให้ทำเ่ช่นกันครับ แต่ต้องยอมรับว่าที่นี่ข้อสอบยากกว่า ทำเอาความมั่นใจในภาษาอังกฤษของผมลดลงอย่างแรง
ต่อจากนั้นก็เป็นแบบทดสอบทัศนคติ เป็นครั้งแรกที่ได้ทำทดสอบแบบนี้ สงสัยจังว่าแต่ละคนที่มาสมัครจะซื่อสัตย์ตอบทุกอย่างตามเป็นจริงหรือเปล่า โดยส่วนตัวผมประมาณ 95% ตอบตามจริง :P

หลังจากนั้น ก็ถึงคราวสัมภาษณ์ ซึ่งคนที่ให้โอกาสผมเป็นผู้สัมภาษณ์เอง ก็พูดถึง scope งานว่าขณะนี้บริษัทกำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่ผมอาจจะต้องเจอ ก็เรียกได้ว่า อึ้งครับ เพราะถ้าได้ทำงานที่นี่จริง เรียกว่าผมต้องทิ้งประสบการณ์เกือบทั้งหมดที่ผ่านมาเลย แต่ผมว่าก็คงคุ้มค่ากับประสบการณ์ที่จะได้ในอนาคต

และนั่นก็ทำให้ผมนึกถึงคำ ๆ นึงที่ผมเคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยเรียน ปริญญาตรี "ยิ่งเราเรียนมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งรู้ว่าเรานั้นไม่รู้อะไรเลย"
ของจริงเป็นอย่างไรผมก็จำไม่ได้ แต่จำได้ทำนองนี้แหล่ะครับ :)
ใช่เลยครับ ยิ่งผมรู้อะไรมากขึ้น มันยิ่งทำให้ผมคิดว่า ผมนี่ช่างไม่รู้อะไรเลย
เหมือนอย่างสมัยเด็กเราเริ่มเรียน
1+1 ได้ 2
ต่อมาก็มี 2 X 2 ได้ 4
เรื่อยมาถึง 10 log 2
tan = sin/cos
สมการเชิงเส้น
อินทิเกรต
ไอ้นั่น
ไอ้นู่น
ไอ้นี่
@$$@%$$#!!!
เป็นไงครับ 1+1=2 ไหงมันเรื่องมากขึ้นทุกวัน
หลังการสัมภาษณ์ทำให้ผมไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองอย่างมาก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผมต้องเริ่มใหม่ทุกอย่าง ผมจะทำได้น่าพอใจหรือเปล่า? สมกับเงินเดือนที่ผมขอไปจริงหรือเปล่า?
ถ้าไม่ได้งานนี้ผมก็คงไม่แปลกใจครับ ผมเชื่อว่ายังมีคนที่มีความสามารถมากกว่าผมแน่นอน และหวังว่าคน ๆ นั้นจะได้สัมภาษณ์เร็ววันนี้ และต้องขอบคุณผู้ที่ให้โอกาสผมอย่างมากในการสัมภาษณ์ครั้งนี้
เพราะหลังจากสัมภาษณ์เสร็จ ผมเดินออกมาด้วยความโล่งใจ
เรานี่โง่จริง ๆ.....โง่แต่โล่งใจ แปลกไหมครับ?
ที่โล่งใจ เพราะ เหมือนผมได้ขึ้นไปยังยอดเขาที่สูงขึ้นไป ได้เห็นทิวทัศน์ใหม่ ๆ รู้ว่าต้นไม้ระหว่างทางที่เดินขึ้นเขามา กับทิวทัศน์ของภูเขาลูกอื่น ๆ นั้นต่างกันอย่างไร?
เสียดาย ที่ผมต้องเดินลงเขากลับไปที่เดิมก่อน ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะได้มายังจุดนี้อีก
แต่ซักวันผมต้องขึ้นมาให้ได้่ อ้อ พูดถึงอีกหัวข้อหนึ่งที่เกี่ยวพันกัน

ถ้าทุกคนยังจำได้ ผมเคยพูดเรื่องเกี่ยวกับการขอเงินเดือนตอนไปสัมภาษณ์งานคราวก่อน
ผมชักไม่แน่ใจว่าเป็นธรรมเนียมปฎิบัิติแล้วหรือเปล่าที่ฝ่ายบุคคลมักจะพิจารณาเงินเดือนเราโดยดูจากเงินเดือนปัจจุบัน?
ถ้าใช่ ผมคิดว่าผมคงพลาดไปแล้วที่ยอมทำงานที่ปัจจุบันด้วยเพราะว่าผมอยากที่จะทำ ไม่ว่าเงินเดือนมันจะน้อยกว่าที่ผมควรจะได้ขนาดไหน?
แต่ผมคงไม่บอกว่า การทำตามอุดมการณ์เป็นสิ่งที่ผิด คนเรามีความฝัน และความฝันไม่ใช่สิ่งที่ผิด ถ้าใครคิดจะทำงานเพราะอุดมการณ์ หากทำแล้วมีความสุข จงทำไปเถอะครับ
เพียงแต่คุณอาจจะต้องทำใจหากในอนาคตคุณมีอุดมการณ์ใหม่เพราะมันคงไม่ง่ายที่คุณจะได้รับเงินเดือนที่คุณคาดหวังว่าเหมาะสมกับตัวคุณเอง

ต่อไปเป็นความเห็นเพิ่มเติม จากความคิดเห็นของ gsawa ใน blog คราวก่อนครับ โดยส่วนตัว งานที่ทำเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ เฉื่อย ๆ มีข้อดีอย่างหนึ่งในสายตาผม
ที่เรื่อย ๆ ได้แสดงว่าเราว่างมากสิครับ? ถ้าว่าง ก็แสดงว่ามีเวลาให้เราไปศึกษาข้อมูลที่เราต้องการได้สิ :)
โดยส่วนตัวความคิดเห็นผมคือ ในการทำงานปีแรก ๆ ถ้าหากจะหวังความก้าวหน้าจะทำได้ยาก เพราะตัวเรายังมีประสบการณ์น้อยอยู่ แล้วทำอย่างไรเราจะมีประสบการณ์มากขึ้น? นั่นคือเราต้องแกว่งเท้าหาเสี้ยนครับ
ประสบการณ์ จะได้จากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ก็เอามาจากคนที่มีประสบการณ์มากกว่า ถ้าสามารถหาได้ หารุ่นพี่ในบริษัทซักคนที่เราคิดว่าเขาไม่งกวิชา ลองถามเขาในสิ่งที่เราสนใจสิครับ บางทีถ้าเขาเห็นว่าเรากระตือรือร้น โอกาสอาจจะมาถึงเราก็ได้ ^ ^
(คราวนี้ยาวเชียวแฮะ)

แก้ไขเมื่อ 26/3/2548 11:56:53


edit @ 2005/07/01 11:53:41